ลักษณะบังคับ หรือ บัญญัติ ในการเรียบเรียงคำประพันธ์ทั้งปวงมีอยู่
๘ อย่าง คือ
- ครุ ลหุ
- เอก โท
- คณะ
- พยางค์
- สัมผัส
- คำเป็นคำตาย
- คำนำ
- คำสร้อย
ครุ
คือพยางค์ที่มีเสียงหนัก ได้แก่พยางค์ที่ประกอบด้วยเสียงสระยาว
( ทีฆสระ ) และสระเกินทั้ง ๔ คือสระ อำ ใอ ไอ เอา และพยางค์ที่มีตัวสะกดทั้งสิ้น
เช่น ตา ดำ หัด เรียน ฯลฯ
ลหุ
คือพยางค์ที่มีเสียงเบา ได้แก่พยางค์ที่ประกอบด้วยสระสั้น
( รัสสระ ) ที่ไม่มีตัวสะกด เช่น พระ จะ มิ ดุ แกะ ฯลฯ
เอก
คือพยางค์หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์เอกและบรรดาคําตายทั้งสิ้น
ซึ่งในโคลงและร่ายใช้แทนเอกได้ เช่น พ่อ แม่ พี่ ปู่ ชิ ชะ มัก มาก
ฯลฯ
โท
คือพยางค์หรือคำที่มีรูปวรรณยุกต์โท เช่น น้า ป้า ช้าง
นี้ น้อง ต้อง เลี้ยว ฯลฯ
คณะ
คือแบบบังคับที่วางเป็นกำหนดกฎเกณฑ์ไว้ว่า คำประพันธ์แต่ละชนิดจะต้องมีเท่านั้นวรรค
เท่านั้นคำ และต้องมีเอกโท ครุลหุ ตรงนั้น ๆ นี้กล่าวโดยทั่ว ๆ ไป
แต่สำหรับใน " ฉันท์ " คําว่าคณะมีความหมายแคบ คือหมายถึงลักษณะที่วางคำเสียงหนักเสียงเบาที่เรียกว่า
ครุลหุ และแบ่งออกเป็น ๘ คณะ คณะหนึ่งมีคำอยู่ ๓ คำ เรียงครุลหุไว้ต่าง
ๆ กัน
คณะทั้ง
๘ นั้นคือ :- ย ร ต ภ ช ส ม น ชื่อคณะทั้ง ๘ นี้ เป็นอักษรที่ย่อมาจากคำเต็ม
คือ
| ย |
มาจาก |
ยชมาน |
แปลว่า |
พราหมณ์บูชายัญ |
| ร |
มาจาก |
รวิ |
แปลว่า |
พระอาทิตย์ |
| ต |
มาจาก |
โตย |
แปลว่า |
น้ำ |
| ภ |
มาจาก |
ภูมิ |
แปลว่า |
ไฟ |
| ช |
มาจาก |
โสม |
แปลว่า |
พระจันทน์ |
| ส |
มาจาก |
มารุต |
แปลว่า |
ลม |
| น |
มาจาก |
นภ |
แปลว่า |
ฟ้า |
วัตถุทั้ง
๘ นี้ รวมเรียกว่า " อัษฏมูรติ " แปลว่าแปดรูปกาย ทางไสยศาสตร์ถือว่าเป็นรูปกายของพระศิวะหรือพระอิศวร
เพราะฉะนั้น อักษรชื่อคณะฉันท์ทั้งแปดนี้ จึงบ่งถึงพระอิศวรโดยเฉพาะ
ในตำราพฤตตรัตนากรของท่านเกทารภัฏฏะ
ได้อธิบายความหมายของอักษรทั้ง ๘ ไว้ว่า
| ม |
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง |
ศรี |
| ย |
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง |
วุฒ |
| ร |
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง |
พินาศ |
| ส |
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง |
สัญจร |
| ต |
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง |
การถูกโขมย |
| ช |
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง |
โรค |
| ภ |
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง |
ยศรุ่งเรือง |
| น |
เป็นเครื่องหมายบ่งถึง |
อาย |
เมื่อจัดเป็นรูปครุลหุลงในคณะทั้ง
๘ จะเป็นดังนี้
| ย |
ล ค ค |
ช |
ล ค ล |
| ร |
ค ล ค |
ส |
ล ล ค |
| ต |
ค ค ล |
ม |
ค ค ค |
| ภ |
ค ล ล |
น |
ล ล ล |
| ค หมายถึง ครุ |
ล หมายถึง ลห |
ได้แต่งคำคล้องจองไว้สำหรับจำ
" คณะ " ไว้ดังนี้
| ย |
ยะยิ้มยวน |
ช |
ชะโลมเละ |
| ร |
รวนฤดี |
น |
แนะเกะกะ |
| ส |
สุรภี |
ต |
ตาไปละ |
| ภ |
ภัสสระ |
ม |
มาดีดี |
| เมื่อแยกพยางค์แล้ว จะได้ "
ครุ - ลหุ " เต็มตามคณะทั้ง ๘ |
เรื่องชื่อคณะนี้
ความจริงไม่สู้จำเป็นในการเรียนฉันทลักษณ์ในภาษาไทย เพราะเรามุ่งจำ
ครุลหุกันมากกว่าจำชื่อคณะ ทั้งการจัดการวรรคตอนของฉันท์ในภาษาไทยก็ไม่เหมือนกับในบาลีและสันกฤต
เพระฉะนั้นจำครุลหุเป็นฉันท์ ๆ ไป จึงจักเป็นการเบาสมองกว่า เท่าที่จัดมาให้ดูก็เพียงเพื่อประดับความรู้เท่านั้น
พยางค์
คือจังหวะเสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึง ๆ หรือหน่วยเสียงที่ประกอบด้วยสระตัวเดียว
จะมีความหมายหรือไม่ก็ตาม คําที่ใช้บรรจุในบทร้อยกรองต่าง ๆ นั้นล้วนหมายถึง
คำพยางค์ ทั้งสิ้น คำพยางค์นี้ถ้ามีเสียงเป็ลหุ จะรวมสองพยางค์เป็นหนึ่งคำหรือหน่วยหนึ่งในการแต่งร้อยกรองก็ได้
แต่หากมีเสียงเป็นครุ จะรวมกันไม่ได้จะต้องใช้พยางค์ละคำ
สัมผัส
คือลักษณะที่ใช้บังคับให้ใช้คำคล้องจองกัน คำที่คล้องจองกันนั้นหมายถึงคำที่ใช้สระและมาตราสะกดอย่างเดียวกัน
แต่ต้องไม่ซ้ำอักษรหรือซ้ำเสียงกัน ( สระใอ , ไอ อนุญาติให้ใช้สัมผัสกับสระ
อัย ได้ ) มี ๒ ชนิด คือ
สัมผัสนอก
ได้แก่คำที่บังคับให้สอดคล้องจองกันในระหว่างวรรคหนึ่งกับอีกวรรคหนึ่ง
ซึ่งมีตำแหน่งที่อยู่ต่างกันตามชนิดของคำประพันธ์นั้น ๆ สัมผัสนอกนี้เป็นสัมผัสบังคับซึ่งจำเป็นจะต้องมี
จะขาดเสียมิได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
| โคลง |
| แท้ไทยใช้เผ่าผู้
|
แผ่มหิทธิ์ |
| รักสงบระงับจิต |
ประจักษ์แจ้ง |
| ไป่รานไป่รุกคิด |
คดประทุษ ใครเลย |
| เว้นแต่ชาติใดแกล้ง |
กลั่นร้ายรานไทย |
| ฉันท์ |
| สวัสดี
ณ ปีใหม่ |
ประสงค์ใดประสิทธิ์เทอญ |
| ประสบสุขสนุกเพลิน |
ตลอดศกสราญชนม์ |
| กาพย์ |
| ข้าขอนอบน้อมนมัสการ
|
พระศาสดาจารย์ |
| เอกองค์สัมพุทธ์เพ็ญคุณ |
|
| พระเกิดพระกอบการุณ
|
เมตตาทิคุณ |
| แก่โลกมิเลือกใครใคร |
|
| กลอน |
| มิใช่ชายดอกนะจะดีเลิศ |
หญิงประเสริฐเลิศดีก็มีถม |
| ชายเป็นปราชญ์หญิงฉลาดหลักแหลมคม |
มีให้ชมทั่วไปในธาตรี |
จะสังเกตุได้จากสีของตัวอักษรแต่ละคู่จะบอกถึงสัมผัสที่จำเป็นต้องมีในแต่ละประเภทของคำประพันธ์
สัมผัสใน
ได้แก่คำที่คล้องจองกันและอยู่ในวรรคเดียวกัน จะเป็นสัมผัสคู่เรียงคำไว้ติดต่อกัน
หรือจะเป็นสัมผัสสลับ คือเรียงคำอื่นแทรกคั่นไว้ระหว่างคำสัมผัสก็ได้
สุดแต่จะเหมาะทั้งไม่มีกฎเกณฑ์จำกัดว่า จะต้องมีอยู่ตรงนั้นตรงนี้เหมือนอย่งสัมผัสนอก
และไม่จำเป็นจะต้องใช้สระอย่างเดียวกันด้วย เพียงแต่ให้อักษรเหมือนกันหรือเป็นอักษรประเภทเดียวกันหรืออักษรที่มีเสียงคู่กัน
สามารถนำมาใช้ได้ สัมผัสในสามารถแบ่งแแกได้เป็น ๒ ชนิด
สัมผัสสระ
ได้แก่คําคล้องจองที่มีสระและมาตราสะกดอย่างเดียวกัน เช่น
| บางน้ำจืดชื่อบางเป็นทางคิด |
ใครมีจิตจืดนักมักหมองหมาง |
| คนใจจืดชืดชื้อเหมือนชื่อบาง |
ควรตีห่างเหินกันจนวันตาย |
| อันน้ำจืดรสสนิทกว่าจิตจืด |
ถึงเย็นชืดลิ้มรสหมดกระหาย |
| แต่ใจจืดรสระทมขมมิวาย |
มักทําลายมิตรภาพให้ราบเตียน |
| |
จาก : นิราศวัดสิงห์ |
จะสังเกตุได้จากสีต่าง ๆ นั้นจะบอกถึงสัมผัสในแต่ละวรรคแต่ลัคู่จะมีการสัมผัสกันในวรรคเดียวกันโดยอาจจะมีคำอื่นแทรกอยู่ก็ได้หรืออยู่ติดกันก็ได้
เพื่อให้เกิดความไพเราะในบทประพันธ์
สัมผัสอักษร
ได้แก่คําคล้องจองที่ใช้ตัวอักษรชนิดเดียวกัน หรือตัวอักษรประเภทเดียวกัน
หรือใช้ตัวอักษรที่มีเสียงคู่กันที่เรียกว่า " อักษรคู่ "
เช่น ข ค ฆ หรือ ถ ท ธ เป็นต้น เช่น
สัมผัสในดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้เป็นสัมผัสที่ไม่บังคับ
จึงมิได้มีแบบกำหนดมาแต่โบราณ แต่ถ้าไม่มีก็ขาดรสไพเราะซึ่งเป็นยอดของรสในเชิงฉันท์ลักษณ์
เพราะฉะนั้น คําประพันธ์ที่ดี จะขาดสัมผัสในเสียมิได้ เปรียบเหมือนเกสรเป็นเครื่องเชิดชูความสวยงามของบุปผชาติฉันนั้น
คําเป็น
คือคำที่ประกอบด้วยเสียงสระยาว ( ฑีฆสระ ) ในแม่ ก กา
และคำที่มีตัวสะกดในแม่ กน กง กม เกย ( คำที่มีตัว ว สะกด จัดอยู่ในแม่เกย
) รวมทั้งสระสั้นทั้ง ๔ ตัว คือ อำ ใอ ไอ เอา เช่น ตาดำชมเชยคนหุงข้าวเหนียวในครัวไฟ
คำตาย
คือคำที่ประกอบด้วยเสียงสระสั้น ( รัสสระ ) ในแม่ก กา ( ยกเว้น
อำ ใอ ไอ เอา ) และคำที่มีตัวสะกดในแม่ กก กด กบ เช่น นกกระหรอกกับนกกระปูดจิกพริก
ในการแต่งโคลงทุกชนิดใช้คำตายแทน เอก ได้
คำนำ
คือคำที่ใช้กล่าวขึ้นต้นสำหรับเป็นบทนำในคำประพันธ์ เป็นคำเดียวบ้าง
เป็นวลีบ้าง เช่น เมื่อนั้น บัดนั้น โฉมเฉลา น้องเอยน้องรัก รถเอ๋ยรถทรง
ครานั้น สักวา ฯลฯ บางทีก็ใช้คำนามตรง ๆ เหมือนอย่างนามอลาปนะ
เช่น สุริยา พระองค์ ภมร ดวงจันทร์ ฯลฯ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
| ปทุมา |
โสภาหมดจดสดสี |
| เกิดในใต้ตมวารี |
แต่ไร้ราคีเปือกตม |
| |
ฯลฯ |
| ภมร |
สุนทรมธุรสถ้อยหรรษา |
| กลั่นกล่าวเร้าดวงวิญญาณ์ |
วาจาสิ้นลมคมใน |
| |
|
คำสร้อย
คือคำที่ใช้สำหรับลงท้ายบทหรือท้ายบาทของคำประพันธ์ ซึ่งตามธรรมดามีคำซึ่งมีความหมายอยู่ข้างหน้าแล้วแต่ยังไม่ครบจำนวนคำตามที่ได้บัญญัติไว้ในประพันธ์จึงต้องเติมสร้อยเพื่อให้มีคำครบตามจำนวนและเป็นการเพิ่มสำเนียงให้ไพเราะในการอ่านด้วย
คำสร้อยนี้จะเป็น คำนาม คำวิเศษณ์ คำกริยานุเคราะห์ คำสันธาน หรือคำอุทาน
ก็ได้ แต่ถ้าใช้เป็นคำอุทานที่มีรูปวรรณยุกต์ต้องตัดรูปวรรณยุกต์ออก
และต้องไม่มีเครื่องหมายอัศเจรีย์ มิฉะนั้นจะขัดต่อการอ่านทํานองเสนาะ
และในการใช้นั้นควรเลือกคำที่ท่านได้วางเป็นแบบฉบับไว้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
| คำนาม |
พ่อ แม่ พี่ |
| คำกริยานุเคระห์ |
เทอญ นา |
| คำสันธาน |
ฤา แล ก็ดี |
| คำอุทาน |
ฮา แฮ เฮย เอย เวย รา อา นอ |
| คำวิเศษณ์ |
บารมี เลย |
คำสร้อยนี้จะต้องเป็นคำเป็น
จะใช้คำตายไม่ได้ และใช้เฉพาะบทประพันธ์ชนิดโคลงและร่ายเท่านั้น