.: หน้าหลัก :.
.: โคลง :.
.: ฉันท์ :.
.: กาพย์ :.
.: กลอน :.
.: ร่าย :.
.: ลิลิต :.
กลอน
         กลอน คือลักษณะคำประพันธ์ที่เรียบเรียงเข้ากันเป็นคณะมีสัมผัส กันตามลักษณะบัญญัติเป็นชนิก ๆ แต่ไม่มีบังคับวรรณยุกต์เอก หรือวรรณยุกต์โท และครุลหุ
ชนิดของกลอน สามารถแบ่งออกได้เป็น ๓ ชนิด คือ
         ๑ กลอนสุภาพ นับได้ว่าเป็นกลอนหลัก เพราะเป็นหลักของบรรดากลอนทุกชนิด ถ้าเข้าใจกลอนสุภาพเป็นอย่างดีแล้ว ก็จะสามารถเข้าใจกลอนอื่น ๆ ได้โดยง่าย กลอนอื่น ๆ ที่มีชื่อเรียกไปต่าง ๆ นั้น ล้วนแต่ยักเยื้องแบบวิธีไปจากกลอนสุภาพซึ่งเป็นกลอนหลักแทบทั้งสิ้น กลอนสุภาพสามารถแบ่งออกได้ ๔ ชนิด คือ
กลอน ๖ ( อ่านรายละเอียด )
กลอน ๗ ( อ่านรายละเอียด )
กลอน ๘ ( อ่านรายละเอียด )
กลอน ๙ ( อ่านรายละเอียด )

         ๒ กลอนลำนำ คือกลอนที่ใช้ ขับ ร้อง หรือ สวด ให้มีทำนองต่าง ๆ แบ่งออได้เป็น ๕ ชนิด คือ
กลอนละคร ( อ่านรายละเอียด )
กลอนสักวา ( อ่านรายละเอียด )
กลอนเสภา ( อ่านรายละเอียด )
กลอนดอกสร้อย ( อ่านรายละเอียด )
กลอนขับร้อง ( อ่านรายละเอียด )

         ๓ กลอนตลาด คือกลอนผสมระหว่ากลอนคละ ไม่กำหนดคำตายตัวเหมือนอย่างกลอนสุภาพ ในวรรคหนึ่ง ๆ ของบทกลอนอาจจะมีวรรคละ ๗ คำบ้าง ๘ คำบ้าง หรือ ๙ คำบ้างก็ได้ คือเป็นการเอากลอนสุภาพหลาย ๆ ชนิดมาผสมกันนั่นเอง เป็นกลอนที่นิยมใช้ในการขับร้องแก้กันทั่ว ๆ ไปจึงเรียกว่า " กลอนตลาด " แบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ
กลอนเพลงยาว ( อ่านรายละเอียด )
กลอนนิราศ ( อ่านรายละเอียด )
กลอนนิยาย ( อ่านรายละเอียด )
กลอนเพลงปฏิพากย์ ( อ่านรายละเอียด )

         ความไพเราะของกลอน อยู่ที่การใช้ถ้อยคำและสัมผัสเป็นสำคัญ สัมผัสนั้นจะต้องมีทั้งสัมผัสนอกและสัมผัสใน แม้สัมผัสในจะไม่ใช่สัมผัสบังคับตามแผน ก็ขาดไม่ได้ เพราะเป็นสัมผัสซึ่งถือกันว่าเป็นรสสูงสุดของกลอน
         ความต่างกันของกลอน กลอนทั้งหลายที่มีชื่อเรียกร้องต่าง ๆ กันนั้นเป็นเพราะ
ใช้คำในวรรคหนึ่ง ๆ มากน้อยกว่ากัน  
มีบังคับให้ใช้คำขึ้นต้นและลงท้ายต่างกัน  
จังหวะและทำนองในการอ่านและขับร้องต่างกัน  

         ลีลาของกลอน หมายถึงถ้อยคำสำนวนที่มีนวยนาดอันสง่างามประเจิดบรรจง โบราณจัดไว้มี ๔ ประเภท คือ
เสาวรจนี ถ้อยคำชมโฉม
นารีปราโมทย์ ถ้อยคำเล้าโลมหรือเกี้ยวพาราศี
พิโรธวาทัง ถ้อยคำขุ่นเคืองหรือตัดพ้อต่อว่า
สัลลาปังคพิสัย ถ้อยคำคร่ำครวญรำพึงรำพัน

         บทของกลอน คำกลอนวรรคหนึ่งเรียกว่า " กลอนหนึ่ง " สองวรรคหรือสองกลอนเรียกว่า " บาทหนึ่ง " หรือ " คำหนึ่ง " สองคำหรือสองบาท หรือสี่วรรคหรือสี่กลอนเรียกว่า " บทหนึ่ง " วรรคทั้งสี่ของกลอนยังมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันและนิยมใช้เสียงต่าง ๆ กันอีก คือ
กลอนสลับ ได้แก่กลอนวรรคต้น คำสุดท้ายใช้คำเต้น คือนอกจากเสียงสามัญ แต่ถ้าจะใช้ก็ไม่ห้าม
กลอนรับ ได้แก่กลอนวรรคที่ ๒ คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงจัตวา ห้ามใช้เสียงโท , สามัญ , ตรี , และวรรณยุกต์เอกไม่มีรูป ไม่ห้าม แต่ต้องให้คำสุดท้ายของกลอนรองเป็นเสียงตรี
กลอนรอง ได้แก่กลอนวรรคที่ ๓ คำสุดท้ายนิยมใช้เสียงสามัญ ห้ามใช้เสียงจัตวาหรือ คำที่มีรูปวรรณยุกต์
กลอนส่ง ได้แก่กลอนวรรคที่ ๔ คำสุดท้ายไม่นิยมใช้เสียงสามัญ ห้ามใช้คำตายและคำที่มีรูปวรรณยุกต์ ซึ่งอาจจะใช้คำตายเสียงตรีบ้างก็ได้

         บาทของกลอน คำกลอนนั้นนับ ๒ วรรคเป็นหนึ่งบาท ตามธรรมดากลอนบทหนึ่งจะต้องมีอย่างน้อย ๒ บาท ( เว้นไว้แต่กลอนเพลงยาว หรือกลอนนิราศ ซึ่งนิยมใช้บทแรกที่ขึ้นต้นเรื่องเพียง ๓ วรรค ) บาทแรกเรียกว่า " บาทเอก " บาทที่ ๒ เรียกว่า " บาทโท " คำกลอนจะยาวเท่าไหร่ก็ตามยังคงเรียกชื่อว่า " บาทเอก บาทโท " สลับกันไปจนจบ และจบลงด้วยบาทโทเสมอ เช่น
        นิราศเรื่องหัวหินก็สิ้นสุด เพราะจากบุตรภรรยามากำสรวล ( บาทเอก )
เมื่ออยู่เดียวเปลี่ยวกายใจคร่ำครวญ ก็ชักช่วยให้คิดประดิษฐ์กลอน ( บาทโท )
ใช้ชำนาญการกวีเช่นศรีปราชญ์ เขียนนิราศก็เพราะรักเชิงอักษร ( บาทเอก )
บันทึกเรื่องที่เห็นเป็นตอนตอน ให้สมรมิตรอ่านเป็นขวัญตา ( บาทโท )
มิใช่สารคดีมีประโยชน์ จึงมีโอดมีครวญรัญจวนหา ( บาทเอก )
ตามแบบแผนโบรณบรรพกาลมา เป็นสาราเรื่องพรากจากอนงค์ ( บาทโท )
จากนิราศหัวหิน : อ. กำชัย ทองหล่อ

         หลักนิยมทั่วไปของกลอน
๑ คำสุดท้ายของวรรคที่ ๑ วรรคที่ ๒ วรรคที่ ๓ และวรรคที่ ๔ ก็ดี ไม่ควรที่จะใช้คำที่มีเสียงเหมือนกัน หรือคำที่ใช้สระและตัวสะกดในมาตราเดียวกันนอกเสียจากเป็นตำแหน่งสัมผัสเฉพาะ แต่ก็ยังไม่นิยมใช้คำเดียวกันสัมผัสกันเพราะจะถือเป็นสัมผัสซ้ำ เช่น
ในไพรสนฑ์พรั่งพรึบด้วยพฤกษา แนววนาน่ารักด้วยปักษา
เขาเดินทุ่งมุ่งลัดตัดมรรคา มั่นหมายมาเพื่อยับยั้งเคหา
เห็นนกน้อยแนบคู่คิดถึงน้อง มันจับจ้องมองตรงส่งเสียงร้อง

๒ คำที่รับสัมผัสในวรรคที่ ๒ และวรรคที่ ๔ ควรให้คำสัมผัสตกอยู่ที่พยางค์สุดท้ายของคำ ไม่ควรให้สัมผัสลงที่ต้นหรือกลางของคำ ยิ่งหากเป็นกลอนขับร้องแล้วยิ่งจะต้องระมัดระวังให้เป็นพิเศษ เพราะจะทําให้เสียความในเวลาขับร้อง เช่น
สดับถ้อยสุนทรนอนดำริ จนสุริยาแจ้งแจ่มเวหา

กลอนข้างบนนี้แม้นจะไม่ผิด แต่ใช้สัมผัสครึ่งคำ ทำให้ฟังไม่สนิท ถ้าจะให้ไพเราะควรจะเปลี่ยนเสียใหม่ดังนี้
สดับถ้อยสุนทรแล้วนอนคิด จนอาทิตย์แจ้งแจ่มจับเวหา

๓ คำสุดท้ายของวรรคควรใช้คำเต็ม ไม่ควรใช้ครึ่งคำ หรือตำยัติภังค์ เว้นไว้แต่แต่งเป็นกลบทยัติภังค์ หรือเป็นโคลง , ฉันท์ และ กาพย์ เช่น
        อันถ้อยคำของท่านนั้นเป็นสา มานย์วาจาฟังไปไม่เกิดหรร
ษารมณ์เลยสักนิดเพราะผิดจรร ยาทั้งนั้นไร้ศลีฉันสิ้นอา( วรณ์ )

การแยกคำออกใช้คนละครึ่งในระหว่างวรรคเช่นนี้ไม่ควรใช้

๔ ไม่ควรใช้ภาษาอื่นที่ยังมิได้มีการรับรองมาใช้เป็นส่วนหนึ่งแห่งภาษาไทย เช่น
        โอไมเดียร ดาริ่งมิ่งสมร บิ้วตี้ฟูล สุนทร หฤหรรษ์
แม่ชื่นจิต สวิตฮารต จะคลาดกัน ใจป่วนปั่น หันเห เซกู๊ดบาย

ส่วนคำบาลี และสันสฤกตใช้ได้ เพราะเรารับมาเป็นส่วนหนึ่งของภาษาไทย แต่ถึงกระนั้นเราจะต้องนำมาแปลงรูปคำเสียก่อน จะนำมาใช่ทั้งดุ้นเลยไม่ได้

๕ ไม่ควรใช้ " ภาษาแสลงโสต " คือถ้อยคำที่พูดด้วยความตลกคะนอง หยาบโลน หรือเป็นการเปรียบเทียบกับของหยาบ ซึ่งใช้กันอยู่ในกลุ่มชนส่วยน้อยและรู้กันแต่เฉพาะวงแคบ ๆ เช่น คำว่า ม่องเท่ง , จำหนับ , จ้ำบ๊ะ , ตั๊กฉึ้ก , ถังแตก , ยกล้อ ฯลฯ

กลับหน้าแรก
Copyright © 2003 Sriwittayapaknam School :: All rights Reserved