สัมผัสใน ได้แก่คำที่คล้องจองกันและอยู่ในวรรคเดียวกัน จะเป็นสัมผัสคู่เรียงคำไว้ติดต่อกัน หรือจะเป็นสัมผัสสลับ คือเรียงคำอื่นแทรกคั่นไว้ระหว่างคำสัมผัสก็ได้ สุดแต่จะเหมาะทั้งไม่มีกฎเกณฑ์จำกัดว่า จะต้องมีอยู่ตรงนั้นตรงนี้เหมือนอย่งสัมผัสนอก และไม่จำเป็นจะต้องใช้สระอย่างเดียวกันด้วย เพียงแต่ให้อักษรเหมือนกันหรือเป็นอักษรประเภทเดียวกันหรืออักษรที่มีเสียงคู่กันก็สามารถนำมาใช้ได้ สัมผัสในสามารถแบ่งแแกได้เป็น ๒ ชนิดได้แก่ สัมผัสสระ และสัมผัสอักษร สัมผัสอักษร การสัมผัสอักษรระหว่างวรรคคือการให้คำสุดท้ายของวรรคหน้า สัมผัสอักษรกับคำหน้าของวรรคหลังเช่น แผน กับ ผูก เป็นต้น
โคลง ๑ บทจะมีวรรณยุกต์เอก ๗ ตำแหน่ง วรรณยุกต์โท ๔ ตำแหน่ง ดังที่แสดงไว้ในแผนผัง ตำแหน่งวรรณยุกต์เอก และวรรณยุกต์โทในบาทที่ ๑ สามารถที่จะวางสลับตำแหน่งกันได้ คือเอาวรรณยุกต์ที่เป็นเอกไปวางไว้ในคำที่ ๕ และเอาวรรณยุกต์ที่เป็นโทมาไว้เป็นคำที่ ๔ ก็ได้ ในบรรดาโคลงทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นโคลงสุภาพ หรือโคลงดั้น สามารถนํามาสลับกันได้เสมอ คำที่ ๗ ของบาทที่ ๑ และคำที่ ๕ ของบาทที่ ๒ และบาทที่ ๓ ห้ามใช้คำที่มีรูปวรรณยุกต์ ห้ามใช้คำตายที่ผันด้วยวรรณยุกต์โท ในตำแหน่งโท คำสุดท้ายของบท ห้ามใช้คำตายและคำที่มีรูปวรรณยุกต์อื่น ๆ หากแต่ว่ากันว่าการลงท้ายบท การใช้เสียงจัตวาที่ไม่ปรากฎรูปจะเป็นที่นิยมและไพเราะยิ่ง คำที่เป็นเอกโทษคือใช้เอกในที่ผิด เช่น หน้า เขียนเป็น น่า ฯลฯ และ โทโทษ คือใช้โทในที่ผิด เช่น หรือ เขียนเป็น รื้อ , เล่น เขียนเป็น เหล้น ฯลฯ คำชนิดนี้โบราณผ่อนผันให้ใช้ได้ แต่มาบัดนี้ไม่ใคร่นิยมใช้เพราะเป็นการขอไปทีอย่างมักง่าย ทั้งทําให้รูปของคำที่นำมาใช้เสียไปด้วย
คําตายห้ามนํามาใช้เป็นคำสุดท้ายของบท
ถ้าเนื้อความยังไม่สิ้นกระแส จะเติมสร้อยลงในท้ายบาทที่ ๑ บาทที่ ๓ ก็ได้ เพื่อให้ได้เนื้อความที่ครบถ้วน และเกิดความไพเราในคำประพันธ์