.: หน้าหลัก :.
.: โคลงสุภาพ :.
.: โคลงสุภาพ :.
.: โคลงดั้น :.
.: โคลงโบราณ :.
.: ฉันท์ :.
.: กาพย์ :.
.: กลอน :.
.: ร่าย :.
.: ลิลิต :.

       โคลงดั้นตรีพิพิธพรรณคือ โคลง ๔ ดั้นเหมือนกับ โคลงดั้นวิวิธมาลี และ โคลงบาทกุญชร วิธีการแต่งคำประพันธ์ชนิดนี้ยึดถือแนวทางการแต่งเช่นเดียวกันกับ โคลง ๔ สุภาพ อาจจะแตกต่างกันบ้างในตำแหน่งสัมผัส ดังแสดงไว้ในแผนผัง
       คณะ ในโคลงหนึ่งบทมี ๔ บรรทัด บรรทัดหนึ่งเรียกว่า " บาทหนึ่ง " โคลงดั้นตรีพิพิธพรรณ ๑ บท จะมี ๔ บาท นับเป็น ๑ โคลง บาทหนึ่งมี ๒ วรรค วรรคหน้ามีวรรคละ ๕ คำ วรรคหลังของบาทที่ ๑ บาทที่ ๒ บาทที่ ๓ บาทที่ ๔ จะมีวรรคละ ๒ คำ ซึ่งเมื่อนับรวมกันแล้ว ๑ บท หรือ ๑ โคลงจะมีคำรวมทั้งสิ้น ๒๘ คำ แต่อาจจะเติมคำสร้อยได้ในวรรคหลังของบาทที่ ๑ และ บาทที่ ๓ ได้อีก ๒ คำหากเนื้อความยังไม่สิ้น
       พยางค์ มีจำนวนตามหน่วยที่ได้เขียนไว้ในแผนผังด้านบน ถ้าหากเป็นพยางค์ลักษณะของลหุอาจจะมีได้มากเกินกว่าที่แผนผังได้กำหนดไว้ก็ได้ แต่จะต้องไม่ยาวจนมีความรู้สึกว่าเยิ่นเย้อจนทําให้อ่านไห้ถูกทํานองและจังหวะไม่ได้
       สัมผัส จุดสัมผัสของโคลงดั้นตรีพิพิธพรรณดูได้ตามแผนผังที่แสดงไว้ด้านบน นอกจากสัมผัสบังคับที่ได้กล่าวมาแล้วในแผนผัง โคลงดั้นตรีพิพิธพรรณยังต้องการสัมผัสอีก ๒ อย่าง เพื่อชูรสให้คำประพันธ์ไพเราะยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับโคลง ๔ สุภาพ หากแต่จะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ ซึ่งได้แก่
สัมผัสใน ได้แก่คำที่คล้องจองกันและอยู่ในวรรคเดียวกัน จะเป็นสัมผัสคู่เรียงคำไว้ติดต่อกัน หรือจะเป็นสัมผัสสลับ คือเรียงคำอื่นแทรกคั่นไว้ระหว่างคำสัมผัสก็ได้ สุดแต่จะเหมาะทั้งไม่มีกฎเกณฑ์จํากัดไว้ว่า จะต้องมีอยู่ตรงนั้นตรงนี้เหมือนอย่างสัมผัสนอก และไม่จำเป็นจะต้องใช้สระอย่างเดียวกันด้วย เพียงแต่ให้อักษรเหมือนกันหรือเป็นอักษรประเภทเดียวกันหรืออักษรที่มีเสียงคู่กันก็สามารถนำมาใช้ได้ สัมผัสในสามารถแบ่งแแกได้เป็น ๒ ชนิดได้แก่ สัมผัสสระ และสัมผัสอักษร
สัมผัสอักษร การสัมผัสอักษรระหว่างวรรคคือการให้คำสุดท้ายของวรรคหน้า สัมผัสอักษรกับคำหน้าของวรรคหลังจะได้ความไพเราะมากยิ่งขึ้น
      การแต่งโคลงดั้นตรีพิพิธพรรณจะคล้ายกับการแต่งโคลงดั้นวิวิธมาลีและโคลงดั้นจัตวาทัณฑี หากจะแต่งเกินสองบทขึ้นไป จะต้องให้คำสุดท้ายของบทต้นสัมผัสกับคำที่ ๓ ในบาทที่ ๒ ของบทต่อ ๆ ไปหากเป็นโคลงดั้นวิวิธมาลีคำสุดท้ายในบทต้นจะต้องสัมผัสกับคำที่ ๕ ของบาทที่ ๒ ในบทต่อ ๆ ไป หากเป็นโคลงดั้นจัตวาทัณฑีคำสุดท้ายของบทต้นจะมาสัมผัสกับคำที่ ๔ ในบาทที่ ๒ ของบทต่อ ๆ ไป ดั้งนั้นควรที่จะสังเกตตำแหน่งุสัมผัสในแต่ละบทให้ดีให้ดี โคลงดั้นในประเภทโคลง ๔ นิยมแต่งคราวละ ๒ บทขึ้นไป เพราะมีสัมผัสเกี่ยวเนื่องกันในระหว่างบท สัมผัสในบาทที่ ๔ อาจจะเลื่อนไปอยู่คำที่ ๕ บ้างก็ได้

  • โคลง ๑ บทจะมีวรรณยุกต์เอก ๗ ตำแหน่ง วรรณยุกต์โท ๔ ตำแหน่ง ดังที่แสดงไว้ในแผนผัง
  • ตำแหน่งวรรณยุกต์เอก และวรรณยุกต์โทในบาทที่ ๑ สามารถที่จะวางสลับตำแหน่งกันได้ คือเอาวรรณยุกต์ที่เป็นเอกไปวางไว้ในคำที่ ๕ และเอาวรรณยุกต์ที่เป็นโทมาไว้เป็นคำที่ ๔ ก็ได้ ในบรรดาโคลงทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นโคลงสุภาพ หรือโคลงดั้น สามารถนํามาสลับกันได้เสมอ
  • คำที่ ๗ ของบาทที่ ๑ และคำที่ ๕ ของบาทที่ ๒ และบาทที่ ๓ ห้ามใช้คำที่มีรูปวรรณยุกต์
  • ห้ามใช้คำตายที่ผันด้วยวรรณยุกต์โท ในตำแหน่งโท
  • คำสุดท้ายของบท ห้ามใช้คำตายและคำที่มีรูปวรรณยุกต์อื่น ๆ หากแต่ว่ากันว่าการลงท้ายบท การใช้เสียงจัตวาที่ไม่ปรากฎรูปจะเป็นที่นิยมและไพเราะยิ่ง
  • คำที่เป็นเอกโทษคือใช้เอกในที่ผิด เช่น หน้า เขียนเป็น น่า ฯลฯ และ โทโทษ คือใช้โทในที่ผิด เช่น หรือ เขียนเป็น รื้อ , เล่น เขียนเป็น เหล้น ฯลฯ คำชนิดนี้โบราณผ่อนผันให้ใช้ได้ แต่มาบัดนี้ไม่ใคร่นิยมใช้เพราะเป็นการขอไปทีอย่างมักง่าย ทั้งทําให้รูปของคำที่นำมาใช้เสียไปด้วย
คําตายห้ามนํามาใช้เป็นคำสุดท้ายของบท
ถ้าเนื้อความยังไม่สิ้นกระแส จะเติมสร้อยลงในท้ายบาทที่ ๑ และบาทที่ ๓ ก็ได้ แต่ในปัจจุบันไม่นิยมที่จะเติมสร้อยในบาทที่ ๔ จึงไม่ใคร่จะได้เห็นในการแต่งโคลงดั้นซึ่งจะเหมือนกับการแต่งโคลง ๔ สุภาพทั่ว ๆ ไป แต่หากในหนังสือโคลงรุ่นเก่า ๆ เราอาจจะพบเห็นได้บ่อย แม้หากเราจะแต่งเล่นบ้างก็สามารถที่จะทําได้ไม่ผิดข้อบัญญัติแต่ประการใด
 
กลับหน้าแรก
Copyright © 2003 Sriwittayapaknam School :: All rights Reserved